เพื่อทราบวัตถุประสงค์ ความสำคัญของการตรวจรกและขั้นตอนการตรวจรกจริง ดังนี้
สำหรับนักศึกษาพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาลมารดาหลังคลอด
การตรวจรกหลังคลอดเป็นการตรวจเพื่อประเมินความสมบูรณ์ของรกและเยื่อหุ้มทารก รวมทั้งค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและทารก
1. เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของรก (Placental completeness)
ตรวจดูว่ารกคลอดออกมาครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณขอบรกและเนื้อรก หากมีเนื้อรกค้างในโพรงมดลูก อาจทำให้มดลูกหดรัดตัวไม่ดีและเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดได้
2. เพื่อตรวจหาความผิดปกติของเนื้อรก
เช่น มีเนื้อรกขาดหาย กลีบรกผิดปกติ (Succenturiate lobe) หรือมีลักษณะผิดปกติของเนื้อรก
3. เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของเยื่อหุ้มทารก (Fetal membranes)
ตรวจดูเยื่อหุ้มรกว่าครบถ้วนหรือไม่ มีส่วนใดขาดหายหรือฉีกขาด ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ามีเยื่อหุ้มทารกค้างในโพรงมดลูก
4. เพื่อประเมินความผิดปกติของสายสะดือ (Umbilical cord)
ตรวจจำนวนหลอดเลือดในสายสะดือ โดยปกติมี 3 เส้น ได้แก่ หลอดเลือดแดง 2 เส้น และหลอดเลือดดำ 1 เส้น รวมถึงตรวจตำแหน่งเกาะของสายสะดือและความผิดปกติอื่น ๆ
5. เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของมารดาและทารก
เช่น ภาวะรกเสื่อม รกเกาะผิดปกติ หรือความผิดปกติของสายสะดือ ซึ่งอาจมีความสำคัญต่อการดูแลรักษาต่อเนื่อง
6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบันทึกทางการพยาบาลและวางแผนการดูแล
โดยเฉพาะการเฝ้าระวังภาวะตกเลือดหลังคลอดและการประเมินสุขภาพทารกแรกเกิด
สำหรับนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดาหลังคลอด
การตรวจรกหลังคลอดควรทำอย่างเป็นระบบ โดยตรวจ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ด้านมารดา ด้านทารก และเยื่อหุ้มทารก รวมถึงสายสะดือ รวมถึงการวัดขนาดรกและการชั่งน้ำหนักของรก