เอกสารประกอบการสอน

วัตถุประสงค์และพื้นฐานของการตรวจครรภ์

การตรวจครรภ์ทางหน้าท้อง (Abdominal Palpation) มีเป้าหมายสำคัญเพื่อประเมินลักษณะภายนอก, ระดับยอดมดลูก, ท่าของทารก (Lie), ส่วนนำ (Presentation), ตำแหน่ง (Position) และทรงของทารก (Attitude) นอกจากนี้ยังใช้เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนต่ำของส่วนนำ อัตราการเต้นของหัวใจทารก และค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ การตรวจอย่างเป็นระบบประกอบด้วยการดู (Inspection) การคลำ (Palpation) และการฟัง (Auscultation)

เทคนิคและขั้นตอนการตรวจร่างกาย

การเตรียมอุปกรณ์: ประกอบด้วย สายวัด เจล stethoscope เครื่อง EFM/ Sonic aid

การเตรียมตัว: ก่อนเริ่มตรวจควรแนะนำให้สตรีตั้งครรภ์ปัสสาวะทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะปัสสาวะที่เต็มดันมดลูกให้สูงกว่าความเป็นจริง จัดท่านอนหงายและอาจชันเข่าเล็กน้อยเพื่อลดความตึงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง

การดู (Inspection): สังเกตขนาดและรูปร่างของหน้าท้อง รอยแตกผิวหนัง (Striae gravidarum) เส้นสีคล้ำกลางหน้าท้อง (Linea nigra) และรอยแผลผ่าตัดเดิม (Scar)

การคลำ (Palpation): แบ่งเป็นการวัดระดับยอดมดลูกและการคลำท่า Leopold’s Maneuvers

การวัดระดับยอดมดลูก (SFH): เริ่มวัดจากขอบบนของกระดูกหัวหน่าว (Symphysis Pubis) ไปยังจุดสูงสุดของยอดมดลูก โดยทั่วไปตั้งแต่อายุครรภ์ 20-24 สัปดาห์เป็นต้นไป ค่าที่วัดได้เป็นเซนติเมตรจะใกล้เคียงกับอายุครรภ์เป็นสัปดาห์ (±2 ซม.)

Leopold’s Maneuvers (4 ท่า):

  1. ท่าที่ 1 (Fundal Grip): เพื่อหาระดับยอดมดลูกและส่วนของทารกที่อยู่บริเวณยอดมดลูก
    1. ท่าที่ 2 (Umbilical Grip): เพื่อหาด้านหลังของทารก (Large part) และส่วนแขนขา (Small parts)
    1. ท่าที่ 3 (Pawlick’s Grip): เพื่อประเมินส่วนนำว่าเป็นศีรษะหรือก้น และดูว่าส่วนนำเข้าสู่อุ้งเชิงกรานหรือยัง
    1. ท่าที่ 4 (Bilateral Inguinal Grip): เพื่อหาระดับของส่วนนำและทรงของทารก โดยดูว่านิ้วมือทั้งสองข้างสอบเข้าหากันได้หรือไม่ (Converge/Diverge)

การฟัง (Auscultation): อัตราการเต้นของหัวใจทารกปกติอยู่ที่ 110-160 ครั้งต่อนาที สามารถฟังได้ด้วย Doppler ตั้งแต่อายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ และใช้หูฟัง (Stethoscope) ได้ที่อายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์

3. การคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์ (Estimated Fetal Weight – EFW)

จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่า วิธี Leopold’s maneuvers เป็นการคาดคะเนน้ำหนักทารกที่ดีที่สุดในกลุ่มวิธีที่ไม่ใช้เครื่องมือ โดยให้ความแม่นยำใกล้เคียงกับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ สำหรับสูตรคำนวณอื่น ๆ มีดังนี้:

  • สูตรของ Johnson: คำนวณจากความสูงยอดมดลูกและระดับส่วนนำ (Station) แต่มีความแปรปรวนสูงในมารดาที่มี BMI สูง
  • สูตรของ Dare: คำนวณจากความสูงยอดมดลูกคูณด้วยเส้นรอบท้องระดับสะดือ แต่มักให้ค่าต่ำกว่าน้ำหนักจริงอย่างมีนัยสำคัญ

4. การประเมินภาวะผิดปกติและภาวะแทรกซ้อน

  • ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM): สตรีที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุ ≥ 35 ปี หรือ BMI ≥ 23 กก./ตรม. ควรได้รับการคัดกรองด้วยวิธี GCT หรือ OGTT หากควบคุมน้ าตาลไม่ดี ทารกอาจตัวโต (Macrosomia) และเสี่ยงต่อการคลอดติดไหล่
  • อาการท้องแข็ง (Uterine Contraction): ปกติมดลูกจะขยายตัวและหดรัดตัวบ้างเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป หากท้องแข็งสม่ำเสมอทุก 10 นาที นานต่อเนื่อง หรือมีมูกเลือด ควรต้องรีบพบแพทย์เนื่องจากเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด
  • ความผิดปกติของระดับยอดมดลูก: หากสูงกว่าเกณฑ์อาจหมายถึงครรภ์แฝดหรือน้ำคร่ำมาก (Polyhydramnios) แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์อาจสัมพันธ์กับทารกโตช้าในครรภ์ (IUGR) หรือน้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios)

5. บทสรุปและข้อเสนอแนะทางการพยาบาล

การตรวจครรภ์เป็นทักษะที่พยาบาลผดุงครรภ์ต้องมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการคลำแบบ Leopold’s maneuvers ซึ่งเป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นที่น่าเชื่อถือที่สุด ในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติ เช่น ระดับยอดมดลูกไม่สัมพันธ์กับอายุครรภ์ หรือคาดคะเนน้ำหนักทารกได้มากกว่า 3,500 กรัม ควรส่งตรวจยืนยันด้วยอัลตราซาวด์เพื่อวางแผนการคลอดที่ปลอดภัย พยาบาลควรบันทึกข้อมูลลงในสมุดฝากครรภ์อย่างละเอียดทุกครั้งเพื่อติดตามกราฟการเจริญเติบโตของทารกอย่างต่อเนื่อง